การเพาะเมล็ด

 

ปัจจัยในการปลูกไม้ดอก

การเพาะเมล็ด

             โดยทั่วไปแล้วเมล็ดไม้ดอกส่วนมากมักมีขนาดเล็ก (เล็กกว่า 21 ซม.) พวกที่มีขนาดพอจับต้องได้ไม่เล็กมากนักได้แก่ เมล็ดดาวเรือง, ดาวกระจาย, บานชื่น ฯลฯ ส่วนพวกที่มีขนาดเล็กไม่สะดวกในการจับ ได้แก่ เมล็ดหงอนไก่, แอสเตอร์, เวอร์บีน่า ฯลฯ ส่วนเมล็ดที่มีขนาดเล็กมากบางชนิดคล้ายกับผงฝุ่น เช่น เมล็ดพิทูเนีย, บีโกเนีย, โลยีเลีย, กล็อกซิเนีย อัฟริกันไวโอเล็ต เป็นต้น
 
หลักสำคัญในการเพาะเมล็ดก็คือให้กลบเมล็ดหนา 2 เท่าของความหนาของเมล็ด และโรยเมล็ดโดยไม่ให้เมล็ดทับกัน และให้เมล็ดวางนอนตามธรรมชาติ
 
–          วัสดุเพาะควรมีคุณสมบัติ เบา โปร่ง สะอาด อุ้มน้ำได้ดีพอสมควร
–          ภาชนะที่ใช้เพาะอาจใช้เป็นตะกร้าพลาสติก ที่โปร่ง และพื้นที่เป็นช่องตะแกรงควรมีขนาดประมาณ 3 ถึง 5 มม. ไม่จำกัดขนาดของตะกร้าแล้วแต่จำนวนเมล็ดและความสะดวก หรืออาจใช้กระถางปากกว้างทรงเตี้ย หรือภาชนะอื่นๆ แทนก็ได้
 
ถ้าใช้ตะกร้าพลาสติก ให้ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่ไม่ได้เคลือบมัน โดยส่วนหนึ่งให้มีขนาดเท่ากับด้านขอบของตะกร้า อีกหนึ่งส่วนเท่ากับพื้นตะกร้า จากนั้นให้ใส่กระดาษที่ตัดลงในตะกร้า และนำวัสดุเพาะที่เตรียมไว้ใส่ลงในตะกร้า โดยใส่ในส่วนขอบของตะกร้าก่อน แล้วค่อยเติมวัสดุเพาะให้แน่นพอควร เกลี่ยผิวหน้าวัสดุเพาะให้เรียบได้ระดับ เพื่อให้ผิวหน้าวัสดุเพาะเก็บความชื้นได้สม่ำเสมอ ไม่มีน้ำขังเป็นแอ่ง
ทำร่องตื้น ๆ เป็นรูปตัว V บนผิวหน้าวัสดุเพาะให้แต่ละร่องห่างกันประมาณ 1 นิ้ว และมีความลึกประมาณ 2 เท่าของความหนาของเมล็ดที่จะเพาะ หากจะเพาะเมล็ดของไม้ดอกกระถางหลาย ๆ ชนิดในตะกร้าพลาสติกใบเดียวกัน ควรจะโรยเมล็ดลงในร่อง ๆ ละ 1 ชนิด และควรคำนึงถึงระยะเวลาในการงอกของเมล็ดแต่ละชนิดด้วย ถ้าเมล็ดมีความงอกดีให้โรยเมล็ดห่างกว่าเมล็ดที่มีความงอกไม่ดี เพราะถ้าโรยเมล็ดหนาแน่นมากเกินไป ต้นกล้าที่งอกขึ้นมาจะเบียดเสียดกันทำให้การระบายอากาศไม่ดีเกิดโรคโคนเน่าได้ง่าย ต้นกล้าจะผอมและยืดยาว ซึ่งเป็นลักษณะของต้นกล้าที่ไม่ดี หลังจากเพาะเมล็ดเสร็จแล้วให้เขียนชื่อชนิดเมล็ดพันธุ์ และวันที่ที่เพาะลงบนป้ายชื่อ แล้วปักไว้ที่หัวร่องทุกร่องกันลืม และโปรดอย่าลืมว่าการกลบเมล็ดหลังจากหยอดเมล็ดเรียบร้อยแล้วให้ปาดดินจากขอบร่องทั้งสองข้างลงมากลบร่องและเกลี่ยผิวหน้าวัสดุเพาะให้เรียบ เพื่อให้ได้ระดับเช่นเดิมโดยระวังอย่าให้เมล็ดโผล่ขึ้นมาเหนือวัสดุเพาะในขณะที่กลบร่อง จากนั้นตัดกระดาษอีก 1 ชิ้น ให้มีขนาดเท่ากับผิวด้านบนของวัสดุเพาะ แล้วปิดทับลงบนวัสดุเพาะ วางตะกร้าบนพื้นที่ราบเรียบ แต่ไม่ควรวางที่พื้นโดยตรง ควรวางบนโต๊ะสูงจากพื้นดินอย่างน้อย 50 ซม. เมื่อกระดาษที่ปิดอยู่ด้านบนเริ่มแห้งให้เปิดกระดาษ เพื่อดูผิวหน้าวัสดุเพาะแห้งหรือไม่ ถ้ายังเปียก หรือชื้นอยู่ให้โปรยน้ำที่กระดาษพอให้เปียก แต่ถ้าผิวหน้าวัสดุเพาะแห้งต้องรดน้ำที่วัสดุเพาะก่อนให้เปียกทั่วกันดีแล้วจึงค่อยปิดด้วยกระดาษ และรดน้ำซ้ำอีกครั้งหนึ่งลงบนกระดาษ
ถ้าเพาะโดยใช้กระถางปากกว้างทรงเตี้ย วิธีเพาะจะต่างกันตรงที่ใช้กระดาษแค่ชิ้นเดียว เพื่อปิดด้านบนเท่านั้น และที่สำคัญก็คือ จะต้องเอาเศษกระถางแตก วางคว่ำปิดรูระบายน้ำที่ก้นกระถางก่อน แล้วปิดทับด้วยใยมะพร้าวหน้าประมาณ 1 ซม. เพื่อกันวัสดุเพาะไหลออกก้นกระถาง
 
การรดน้ำตะกร้าเพาะเมล็ดโดยสรุปแล้วมี 2 วิธี คือ
      1.     เปิดกระดาษที่ปิดอยู่ด้านบนออก แล้วใช้บัวรดน้ำ รดให้ทั่ว หากน้ำท่วมให้หยุดรอจนน้ำซึมลงไปก่อนแล้วจึงรดใหม่ 2 ถึง 3 ครั้ง จึงปิดผิวหน้าด้วยกระดาษ แล้วรดน้ำอีกครั้งให้กระดาษพอเปียก
      2.    ใช้บัวรดน้ำ รดลงตะกร้าเพาะที่มีกระดาษปิดอยู่ไปมาเมื่อน้ำเริ่มท่วมกระดาษให้หยุดรดจนน้ำซึมลงไปก่อนจึงรดต่อ 2 ถึง 3 ครั้ง
 
                               ในกรณีที่เมล็ดมีขนาดเล็กมาก เช่น เมล็ดพิทูเนีย บีโกเนีย ก่อนโรยเมล็ดจะนำเมล็ดมาผสมกับทรายละเอียดจำนวนเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วจึงโรยให้ทั่วผิวหน้าวัสดุเพาะที่ชื้น แล้วนำตะกร้าหรือกระถางเพาะไปวางในจานรองที่มีน้ำขังอยู่พอสมควร ปล่อยให้น้ำซึมขึ้นจากด้านล่างของภาชนะจนผิวหน้าวัสดุเพาะเปียกจึงยกกระถางออก แล้วปิดปากตะกร้า หรือกระถางด้วยแผ่นกระจกใสหรือพลาสติกใส เพื่อรักษาความชื้น แต่ต้องคอยเปิดกระจกขึ้นบ้างเป็นระยะ เพื่อไม่ให้อากาศภายในร้อนอบอ้าวจนเกินไป นำตะกร้าหรือกระถางไปไว้ในที่แสงรำไร แต่เมล็ดพันธุ์บางชนิดจะงอกดีในที่มืดอย่างเช่น เมล็ดแพงพวย ให้นำไปไว้ในที่มืด หรืออาจใช้ผ้าหนา ๆ หรือพลาสติกสีดำคลุมกันแสงไว้ เมื่อกล้าเริ่มงอกให้รีบนำไปไว้ในที่ซึ่งได้รับแสงแดดมากขึ้น เมื่อผิวด้านบนของวัสดุเพาะเริ่มแห้งให้นำไปวางบนจานรองที่มีน้ำอยู่เหมือนตอนเพาะเมล็ดครั้งแรก เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2 ถึง 4 ใบ จึงย้ายปลูกได้